Tuesday, December 18, 2012

ซีอาน 30 ไคฟงสู่สถานีรถกลับเจิ้นโจว

ก่อนออกจากศาลไคฟงประมาณเวลา 16.55 น. พวกเราทุกคนก็ "เซี่ยเซี่ย" ไกด์เป็นการใหญ่ มาม้าก็พยายามจะทิปเงินเค้าแต่เค้าไม่ยอมรับ เห็นมาม้าว่าใส่ในเสื้อให้เค้า เค้าก็เอาคืน มาม้าว่าเค้าดีจริงๆ แต่ต้นบอกที่หลังว่าในที่สุดมาม้าก็ยัดเยียดให้เค้าจนเค้ารับ จริงเท็จยังไงไม่รู้ยังไม่ได้ถามมาม้า

แท๊กซีที่นำเราไปส่งก็รออยู่เพื่อรับเรากลับ เราเองก็สงสัยเหมือนกันว่าที่เค้ารอเราอยู่ตั้งนานเค้าไม่ว่าอะไรหรือ ระหว่างทางที่นั่งกลับไปมาม้าก็คุยกับคนขับแท๊กซี่ใหญ่เลยว่า คนเมืองนี้ดีจริงๆซื้อสัตย์สมกับเป็นเมืองของท่านเปา  จนเมื่อกลับมาถึงสถานีรถไฟจ่ายเงินค่าแท๊กซี่ ปรากฏว่าราคาค่าโดยสารทั้งหมดคือ 120 หยวน สำหรับค่ารถไปกลับ 2 คันๆละ 50 หยวนบวกค่ารออีกคันละ 10 หยวน งานเข้าละ ทำไมมันกลายเป็นแบบนี้ไปได้ จะเกิดความผิดพลาดทางการสื่อสารหรือถูกโกงกันแน่ก็ไม่รู้ ปล่อยให้ต้นและมาม้า clear ไปแล้วกัน  ในที่สุดก็ต้องให้เค้าไป 100 หยวน

ต้นสั่งให้ทีม A รวมทั้ง Fur ให้ออกไปอยู่ห่างๆ เพื่อให้เค้า clear กัน Fur ก็เข้าใจว่าต้นไม่ต้องการให้เราอยู่ใกล้เผื่อเกิดปัญหาอะไรจะได้ไม่ต้องห่วงพวกเรา (แต่จริงๆมารู้ทีหลังว่านั่นไม่ใช่เหตุผลของต้น) พวกเราก็ออกมาอยู่ห่างๆ ยืนรอไปเรื่อยๆ Foil หิวเลยซื้ออาหารจากรถเข็นแถวนั้นแหละ คุยกันไปมาฆ่าเวลาว่า แล้วที่นี้ยังไงเนี่ยไอ้ที่ชมเค้าไปแล้วเอาคืนได้หรือเปล่า อาจเป็นเพราะมีคนเป็นแบบนี้ทำให้จำเป็นต้องมีท่านเปาก็ได้  แล้วเราจะเรียกคนขับแท๊กซีว่าอะไรดี อ้อที่นี่มีเครื่องประหารหลายหัวนะ เรียก "อาหัว" แล้วกัน  คนขับรถสามเมือง มี อาหลิว (ชื่อจริง) อาเต๋อ (นามสมมุติ) อาหัว (นามสมมุติอันเนื่องมาจากเครื่องประหาร) สามคนรวมกันเป็น "หลิวเต๋อหัว" ไม่ยักหล่อเท่ดีเหมือนพี่หลิวในหนังจีนของพวกเรา

ต้นกับมาม้าใช้เวลานานมาก ในที่สุดก็กลับมา แล้วถามพวกเราว่ามายืนรออะไรกัน ทำไมไม่ไปเข้าแถวรอซื้อตั๋วรถไฟ Fur ก็ว่าจะไปรู้ได้ยังไง ก็เป็นห่วงต้นเลยยืนรออยู่ แล้วก็คิดว่าต้นต้องการให้อยู่ห่างๆ (Fur โกรธแล้วที่ต้นโวยวาย) หลังจากนี้ต้น มาม้า และ Fur ก็ไปยืนเข้าแถวรอซื้อตั๋ว (ที่ต้องไปยืนกันหลายคนก็เพื่อแบ่งแถวกันยืน แถวใครถึงก่อนก็แถวนั้นแหละที่มาม้าจะเข้าไปเจรจาซื้อตั๋ว) คนเยอะมากรอนานมากๆจนมืด พวกเราทีม A ระหว่างยืนรอซึ่งเป็นด้านนอกของสถานนีเพราะไม่มีที่เข้าไปยืนข้างใน ก็ต้องผจญกับความหนาวและความเมื่อย ทำอะไรดีล่ะ ทีนี้วิญญานศิลปินเริ่มสิง เริ่มเต้นไปมาเพิ่มความอบอุ่นด้วยเพลง

                                               (ขอบคุณ three blind mice animation from internet)
จนกระทั่ง Fur ออกมาบอกว่าซื้อตั๋วได้แล้วให้รีบเข้าไปเลยรถจะออกในไม่กี่นาที พวกเราก็รีบวิ่งเข้าไปแล้วก็ลมแทบใส่

 ภาพสถานนีรถไฟจาก internet
ขณะบันทึกเสียงนั่งอยู่บนรถไฟแล้ว

จะวิ่งไปไหนได้คนเป็นหนอน แล้วก็เหมือนหัวลำโพงบ้านเราแต่มันแน่นมากแล้วไม่เข้าใจว่าทำไมไม่เปิดประตูให้คนเข้าไปยืนรอที่ชานชาลา อาจเป็นเพราะว่ายังกำหนดไม่ได้ว่าชานชาลาเลขที่เท่าไหร่ แล้วไอ้ที่ว่าไม่กี่นาทีรถจะออกน่ะจริงๆแล้วมันกี่นาที เพราะตามกำหนดเวลามันอีก 2 นาทีเท่านั้น ตอนหลังมาม้ามาบอกว่าทางช่องขายตั๋วหรือป้ายประกาศหน้าจอวิ่ง บอกว่ารถจะช้าหน่อยแต่นานเท่าไรไม่รู้แล้วก็ไม่รู้สาเหตุด้วย เราก็รู้สึกค่อยยังชั่วนะที่ยังพอมีเวลา แต่ถ้ามันนานเกินไปเราต้องแย่แน่ๆ เพราะของที่แต่ละคนแบกอยู่รวมทั้งจำนวนคนมหาศาล ทำให้แทบไม่มีอากาศหายใจ รวมทั้งคนที่ชอบขากถุย โอ๊ยจะเป็นลมให้ได้ น่าจะรอนานเป็นชั่วโมงนะ พอเค้าบอกหมายเลขชานชาลาแล้วปล่อยให้เข้าไป ใครที่รอรถขบวนนี้อยู่ก็กรูกันเข้าไป เพราะรถไฟใช้เวลาจอดไม่นานทุกคนต้องรีบต้องใส่เกียร์หมากันทุกคน เราก็เช่นกันเบียดเข้าไปจนได้แต่แล้วก็รู้สึกมีใครมาดึงกระเป๋าไว้แล้วมีเสียงดังข้างหลังว่า "แอ๊ะ แอ๊ะ แอ๊ะ" หันไปดูกลายเป็น Foil ดึงไว้ เราถามว่า แอ๊ะอะไร เค้าว่าตั๋วยังไม่ได้รับการเจาะรูจากเจ้าหน้าที่ อ้าวแล้วทำไมไม่พูดมัวแต่แอ๊ะอยู่ได้ Foil ว่านึกไม่ออกว่าจะพูดอะไร ความสามารถในการสื่อสารหายหมดไม่ว่าจะภาษาอะไร พอผ่านเข้าไปได้ถึงชานชาลา 2 รถไฟมาถึงเราได้โบกี้ที่ 18 ก่อนโบกี้สุดท้ายที่นี้เรายืนรออยู่กลางๆขบวน ก็ต้องวิ่งซิ วิ่งกันทั้ง 6 คนเกือบไม่ทัน เราก็ห่วงคนโน้นห่วงคนนี้แถมต้องหลีกผู้โดยสารอื่นอีกเลยทำให้รั้งเป็นคนสุดท้ายของทีม ทุกคนก็ตะโกนเรียกกันใหญ่ งานนี้นอกจากเท้าแล้วเสียงนั่นแหละที่ใช้เยอะเป็นพิเศษ รวมทั้งหลังที่แบกของอยู่ แต่พวกเราวิ่งกันตัวปลิวเหมือนไม่ได้แบกอะไรไว้เลย ในที่สุดเราก็ขึ้นมานั่งรออยู่บนรถไฟเพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองเจิ้งโจว แต่ยัง ยังไม่หมด เรายังต้องวิ่งต่อไปอีกเพื่อขึ้นรถไฟหัวจรวดกลับไปยังซีอาน


Train animation from internet

ดู clip แล้วอาจคิดว่าเราตกรถไฟ ความจริงแล้วเราได้ขึ้นรถไฟขบวนนี้ค่ะแต่ทุลักทุเลมาก
(แล้วโปรดสังเกต View Site Stats ด้านล่าง blog นะคะมีด้วยกัน 6 คนเท่ากับทีม A + ทีม B)















ซีอาน 29 - เมืองไคฟง เมืองของท่านเปาบุ้นจิ้น

ถึงเมืองไคฟงเวลา 15.54 น.
ขณะนี้กำลังมองหารถที่จะพาเราไปยังศาลท่านเปา แปลกจังที่นี่ไม่มีผู้หวังดีแต่ประสงค์ร้ายเข้ามาประชิดตัวเลย ต้องเดินหากว่าจะเจอแท๊กซี ต่อลองราคากันระหว่างทีม B กับคนขับรถ ตอนแรกมันว่า คนละ 5 หยวนไปกลับ 6 คนก็รวม 60 หยวนต่อรถ 2 คัน มาม้ายังต่อมันว่า 65 หยวนได้ไหม ต่อว่าอ้าวมาม้าเค้าเรียกมา 60 แทนที่จะต่อให้เหลือ 50 ดันไปบอกมันว่า 65 ต้นเลยกำชับมาม้าให้พูดกับเค้าให้รู้เรื่องว่าราคา 50 หยวนหมายถึง ไปกลับต่อ 2 คันนะ มาม้าก็ยืนยันว่าพูดกันรู้เรื่องแล้วตามนั้นแหละ

แล้วเราก็นั่งรถไปยังศาลไคฟงด้วยความสบายใจว่าคนเมืองนี้ดีนะเรียกราคาไม่เวอร์และไม่มารุมมาตุ้มเรา ถึงศาลไคฟง จ่ายเงินค่าตั๋วเข้า เจอไกด์สาวน่าตาน่ารักสูงหุ่นดี ขอมานำเราเค้าบอกว่าไม่เรียกค่าไกด์เพิ่มเพราะได้จากสถานที่แล้วคนละ 2 หยวน พวกเรา 6 คนรวมเป็น 12 หยวน เราเห็นว่าเราไม่ต้องจ่ายเพิ่มก็เลยโอเค ซึ่งก็ดีนะเนื่องจากเค้ารู้ว่าควรพาเราเริ่มจากจุดไหนก่อนแล้วมีคำอธิบายให้เรารู้ถึงความเป็นมาทำให้ไม่ต้องมะงุมมะงาหราเอาเอง

ก่อนเข้าศาล     
                 




หินที่เห็นคือหยก ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่อยู่ในสมัยท่านเปาจริงๆ

ถ่ายรูปกับท่านเปาบุ้นจิ้น


เครื่องประหารทั้ง  3 แบบ งานนี้ไม่ใครก็ใครละนะ ที่จะโดน แต่คงไม่ใช่แม่แน่นอน
                                                                        

ด้านล่างเป็นหุ้นขี้ผึ้งแสดงการไต่สวนของท่านเปา


                        จำลองการไต่สวน
 



ถ่ายกับท่านเปา



ถ่ายจากภายในบริเวณศาลไคฟง


                                           การแสดงภายในศาลไคฟง มีท่านเปากับคณะนั่งชมอยู่


ด้านนอกก่อนกลับ ไกด์ถ่ายให้
โปรดสังเกตุนะทุกคนมีเป้แบกอยู่ตลอดการเดินชมศาลไคฟง

เรื่องเล่าโดยมาม้าต้นเกี่ยวกับท่านเปาบุ้นจิ้น รูปถ่ายๆที่วัดเส้าหลิน ขณะบันทึกเสียงอยู่ที่จุดเริ่มต้นเส้นทางสายไหม


ซีอาน 28 กลับลั่วหยางเพื่อเอาสัพพาระ - ถึงเจิ้นโจว

แล้วเราก็ออกเดินทางกลับไปลั่วหยางเพื่อไปรับเป้ของพวกเราคืน สรุปแล้วคืนนั้นเราเสียเงินค่า ลั่วหยาง youth hostel เพื่อฝากกระเป๋า (ซึ่งทำความเดือดร้อนให้เรามาก)

เดินทางกลับไปลั่วหยาง ซึ่งใครจะไปคิดว่าหลังจากผ่านขบวนการมาเฟียเสี้ยวลิ้มยี่มาแล้วเรากลับใช้บริการรถของทางโรงเตี๊ยม ลูกเขยของโรงเตี๊ยมเป็นคนขับโดยเหมาให้เค้าพาเราไปที่ hostel แล้วเอาเราไปส่งต่อที่สถานนีรถไฟหัวจรวด ระหว่างทางมาม้าก็คุยกับเค้าไปเรื่อยๆ ดูเหมือนว่าเค้าจะเห็นว่าการที่ทางโรงเตี๊ยมกับหลวงจีนที่วัดเส้าหลินทำการตุกติกเป็นเรื่องปกตินะ แต่เค้าก็ดูเป็นคนสุภาพพูดจาก็ไม่โวยวาย เค้าว่าเมืองที่เค้าอยู่รัฐบาลเข็มงวดมากเพราะแทบทุกคนมีวิทยายุทธถ้าดูแลไม่ดีก็จะเกิดความวุ่นวายได้  ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมเค้าไม่ปรับปรุงโรงเตี๊ยมบ้าง เค้าว่าไม่รู้จะลงทุนไปทำไมเพราะทางการกำลังจะรื้อทิ้งหมดเพื่อให้ผู้ที่ทำกิจการแบบเดียวกันเข้าหุ้นกันสร้างใหม่ ทางรัฐบาลจะสร้างเป็นคอนโดให้ประชาชนอยู่แล้วรื้อบ้านทิ้ง เหมือนเวรคืนแต่ได้เป็นที่อยู่ใหม่ แล้วไปหาอาชีพทำเอาใหม่ ใครหาไม่ได้ก็สามารถมารับจ้างรัฐบาลปลูกต้นไม้ได้

ถึง youth hostel จ่ายเงินค่าที่ฝากกระเป๋ามุ่งหน้าสู่สถานีรถไฟหัวจรวดโดยที่่คนขับก็ไม่แน่ใจว่ามันอยู่ที่ไหน ต้องถามรถคันอื่นไปเรื่อยๆ เป็นต้นเองด้วยซ้ำที่ต้องบอกคนขับว่าไปทางไหน

ขี้นรถไฟหัวจรวด เวลาประมาณ 13.00 น เพื่อเดินทางไปเมืองเจิ้นโจแล้วขึ้นรถไฟธรรมดาต่อไปยัง        เมืองไคฟง จุดหมายคือศาลเปาบุ้นจิ้น

ถึงเมืองเจิ้นโจประมาณเวลา 14.15 ในขณะที่ ต้น Fur และมาม้าไปซื้อตั๋วไปยังเมืองไคฟง พวกเรา 3 คนที่เหลือกำลังยืนรอเฝ้าของๆทั้ง 6 คนอยู่ ทีนี้จากประสบการณ์ที่เราไม่มีเสื้อผ้า toileteries ใช้ทำให้พวกเราไม่คิดที่จะหาโรงแรมเพื่อเก็บของอีก สัพพาระทั้งหมดอยู่ติดตัวไว้ก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที  รวมทั้งกระเป๋าผ้าร่มของเราที่ใช้เก็บของฝากรวมทั้งของที่ยังไม่รู้จะเอาไปเก็บที่ไหนด้วย แต่ทำไมมันหนักผิดปกตินักนะ ตอนแรกก็ไม่คิดอะไร แต่ระหว่างรอทีม B ไปซื้อตั๋วเราก็เลยตรวจดูสักหน่อย อ้าวมีใครไม่รู้เอาขวดน้ำมาใส่ไว้ 2 ขวดบวกกับ Coke อีกขวดของไอ้ต้น มิน่ามันถึงได้หนักขนาดนั้น เอาหละได้เวลาเอาขวด Coke ยัดใส่กระเป๋าต้นแล้วพยายาม clear ของไปเรื่อยๆ สลับกับภาพถ่ายเมืองเจิ้นโจว





ถ่ายจากฝั่งตรงข้ามจากจุดที่ยืนรอให้ทีม B ไปซื้อตั๋วรถไฟ